การล่มสลายของ Roomba I iRobot
Published at : 23 Dec 2025
ปัจจัยหลักที่ส่งผลให้ iRobot ต้องเข้าสู่ภาวะล้มละลายภายใต้ Chapter 11 และถูกซื้อกิจการโดยบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนจากจีน (Picea Robotics) มาจากหลายสาเหตุที่ซับซ้อน โดยสามารถสรุปได้ดังนี้:
1. การแข่งขันที่รุนแรงและการล้าหลังทางเทคโนโลยี (Competition and Technological Lag)
• iRobot เริ่มเผชิญกับการแข่งขันจากผู้ผลิตหุ่นยนต์ดูดฝุ่นรายอื่น ๆ อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ผลิตจากประเทศจีน ที่สามารถนำเสนอหุ่นยนต์ดูดฝุ่นที่มีคุณสมบัติเทียบเท่า Roomba แต่มีราคาต่ำกว่ามาก,,
• ความล้มเหลวในการปรับตัวตามเทคโนโลยีใหม่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ, ในขณะที่ iRobot ภูมิใจและยึดมั่นในระบบกล้อง (VSLAM), คู่แข่งจากจีน เช่น Roborock และ Ecovacs ได้ใช้เทคโนโลยี Lidar (เลเซอร์สร้างแผนที่) ซึ่งทำให้หุ่นยนต์ทำความสะอาดได้อย่างเป็นระเบียบและชาญฉลาดกว่า,
• แบรนด์จีนไม่ได้แข่งแค่เรื่องราคาเท่านั้น แต่ยังมาพร้อมกับนวัตกรรมที่ผู้บริโภคต้องการจริง ๆ เช่น ระบบถูพื้น, ระบบซักผ้าถูพื้นเอง, และระบบเทฝุ่นเอง ในขณะที่ Roomba ยังคงเดินอย่างเปะปะและใช้เวลานาน การแข่งขันนี้ทำให้ส่วนแบ่งการตลาดของ iRobot ลดลงอย่างต่อเนื่องจากเดิมที่เคยสูงถึง 65-80%
2. ความอ่อนแอทางการเงินและการลงทุนที่ผิดพลาด (Financial Decline and Misguided Focus)
• รายได้ของ iRobot เริ่มลดลง, และบริษัทมีผลกำไรลดลงอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ช่วงการระบาดใหญ่ (Pandemic),
• บริษัทมีความประมาทและมีการลงทุนในโครงการที่ไม่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลัก เช่น การทุ่มเงินไปกับโครงการ หุ่นยนต์ตัดหญ้า Terra (ซึ่งพัฒนามา 10 ปี แต่ไม่เคยขายได้จริง), และการเข้าซื้อกิจการเครื่องฟอกอากาศ Aeris Cleantec (ซึ่งถูกยกเลิกการผลิตในปี 2024),
• iRobot ต้องเผชิญกับหนี้สินสะสม โดยในเดือนพฤศจิกายน 2025 บริษัทรายงานว่าไม่สามารถหาผู้ซื้อรายอื่นได้และ "ไม่มีแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม" หนี้สินรวมถึงหนี้ค้างชำระต่อผู้รับจ้างผลิตหลักคือ Santrum/Picea Robotics มีมูลค่ารวมกว่า 350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
3. การล่มสลายของข้อเสนอซื้อกิจการจาก Amazon (The Failed Amazon Acquisition)
• ในปี 2022 Amazon ได้ยื่นข้อเสนอขอซื้อ iRobot ด้วยมูลค่า 1.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ, ข้อเสนอนี้ถูกมองว่าเป็น "เส้นเลือดใหญ่" ที่จะช่วยต่อลมหายใจให้กับบริษัท,
• แต่ในเดือนมกราคม 2024 Amazon และ iRobot ได้ประกาศยกเลิกแผนการซื้อกิจการร่วมกัน โดยโทษว่าเป็นผลมาจากการถูกตรวจสอบด้านกฎระเบียบที่ "ไม่สมควรและไม่สมเหตุสมผล" ( undue and disproportionate regulatory scrutiny) ซึ่งมาจากความกังวลเกี่ยวกับการผูกขาดทางการค้าและการเข้าถึงข้อมูลลูกค้าของ Amazon จาก Roomba,,
• การล่มของข้อตกลงนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรง (ถูกมองว่าเป็น "วินาทีที่ iRobot ตายทั้งเป็น") ทำให้ CEO (Colin Angle) ต้องลาออก และมีการปลดพนักงานจำนวนมาก (350 คน หรือ 31% ของพนักงาน) เพื่อลดต้นทุน,
ในที่สุด iRobot จึงต้องเข้าสู่กระบวนการล้มละลาย (Chapter 11) และถูกบริษัท Picea Robotics (บริษัทย่อยของ Shenzhen Picea Robotics Co. ซึ่งเป็นผู้รับจ้างผลิตหลักในจีนและเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่) เข้าซื้อกิจการเพื่อชำระหนี้,,, สถานการณ์นี้ถูกมองว่าเป็น "บทเรียนราคาแพงของความหยิ่งทะนง" (ความเชื่อมั่นในตัวเองที่มากเกินไป) และการไม่ยอมปรับตัวตามเทคโนโลยี,.